ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



ม.44เลิก! ศาลทหาร-คดีมั่นคง
Font Size  

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559 เวลา 10:13 น.

ครม.ถกโผย้าย30บิ๊กมท. วิษณุชี้ชงกม.ลูกเผื่อฟลุก พรรคมึนใบส้ม-ดำ"กกต." แนะให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน


คสช.ผ่อนกฎเหล็ก-ยึดนิติธรรม


เมื่อวันที่ 12 ก.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 55/2559 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามที่มีประกาศกองทัพบกและประกาศคสช.ให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.2557 และต่อมามีประกาศคสช. กำหนดให้การกระทำความผิดบางประเภทที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารนั้น


เมื่อดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างดี จึงควรผ่อนคลายลง ประกอบกับคสช.พิจารณาเห็นว่า ช่วงนั้นอยู่ระหว่างจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งควรส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพให้กว้างขวาง จึงมีประกาศพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2558 ให้เลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร แต่ไม่กระทบต่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 19 พ.ค. 2557 ส่วนการกระทำความผิดบางประเภทตามประกาศคสช. ยังอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารต่อไป


บัดนี้ปรากฏว่าสถานการณ์บ้านเมืองในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา มีความสงบเรียบร้อย ประชาชนให้ความร่วมมือที่ดีนำประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การปฏิรูปประเทศและการสร้างสามัคคีปรองดองที่ถูกต้องเป็นธรรม เห็นได้จากการลงประชามติที่เรียบร้อย และร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วยมติท่วมท้น จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลงอีกเพื่อทุกฝ่ายจะได้ใช้สิทธิ ปฏิบัติหน้าที่ของตน และได้รับความคุ้มครองตามกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะประกาศใช้ในเร็ววัน ตลอดจนตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน


ใช้ม.44เลิกคำสั่งขึ้นศาลทหาร


อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้าคสช.โดยคสช.จึงมีคำสั่ง ดังนี้


1.บรรดาการกระทำความผิดตามประกาศคสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ประกาศคสช. ฉบับที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร และประกาศคสช. ฉบับที่ 50/2557 เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่ไม่หมายความรวมถึงการ กระทำความผิดที่กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร บัญญัติให้เป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยให้การกระทำความผิดดังกล่าวยังอยู่ในอำนาจของศาลทหารต่อไป


2.ให้เจ้าพนักงานตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวต่อไป 3.ในกรณีเห็นสมควร ให้นายกฯ เสนอให้คสช.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้


4.คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่งวันที่ 12 ก.ย.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.


คสช.ชี้ทำตามนานาชาติเรียกร้อง


พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคสช. เปิดเผยว่า ถือเป็นการผ่านคลายบรรยากาศตามที่นานาชาติเรียกร้อง ให้การกระทำความผิดตามประกาศคสช.ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 107-112 และประกาศคสช. ฉบับที่ 38/2557 คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน อาทิ ทำความเกี่ยวกับระเบิด ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น แบ่งเป็น 2 คดี คือคดีมีระเบิดไว้ในความครอบครอง อันนี้ต้องต้องขึ้นศาลทหาร แต่เมื่อเกิดระเบิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นความผิดเป็นความผิดอาญา ต้องขึ้นศาลยุติธรรม แต่เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวโยง จึงต้องขึ้นศาลทหาร


พ.อ.วินธัยกล่าวต่อว่า ส่วนประกาศที่ 50/2559 ให้ศาลทหารมีอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด หลังจากประกาศฉบับที่ 55/2559 หากมีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ให้ดำเนินคดีขึ้นศาลยุติธรรม ส่วนคดีที่เกิดขึ้นก่อนประกาศฉบับนี้ให้พิจารณาพิพากษาในชั้นศาลทหารจนกว่าจะสิ้นสุดคดี อย่างไรก็ตามท้ายคำสั่งได้แจ้งไว้ว่า กรณีที่เห็นว่าสมควรหัวหน้าคสช.สามารถพิจารณานำกลับมาใช้ใหม่ได้ นั่นก็หมายความว่าหากมีเหตุการณ์ที่ส่อไปในความไม่เรียบร้อย ก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้


แหล่งข่าวจากคสช. ระบุว่า คำสั่งฉบับที่ 55/2559 นั้น หากกระทำความผิดก่อนหน้า คำสั่งนี้ออกมาให้ขึ้นศาลทหารตามเดิม แต่หากกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.หรือหลังประกาศฉบับนี้ออกมาแล้ว ก็ให้ขึ้นศาลยุติธรรมหรือศาลพลเรือน


อานนท์ยันยังต้องขึ้นศาลทหาร


ด้านนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวผ่านการไลฟ์ทางเฟซบุ๊ก ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้การกระทำที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคงตามประกาศ คสช.และต้องขึ้นศาลทหาร ให้กลับมาใช้ศาลพลเรือนว่า กรณีดังกล่าวให้คดีที่เดิมกำหนดให้ขึ้นศาลทหาร กลับไปขึ้นศาลพลเรือน โดยหลายคนสงสัยว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นผลย้อนหลัง ให้กับคนที่มีคดีในศาลทหารหรือไม่ ยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวไม่มีผลไปเปลี่ยนแปลงคดีเดิมที่เคยมีอยู่ในศาลทหารเลย ทั้งคดีที่ยังอยู่ตอนนี้ อาทิ คดีนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ บก.ลายจุด คดี ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คดีศูนย์ปราบโกง คดีมาตรา 116 คดีมาตรา 112 คดีเกี่ยวกับอาวุธอีกหลายคดี ยังต้องพิจารณาคดีในศาลทหารเช่นเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป


นายอานนท์ กล่าวว่า ส่วนคดีที่ยังไม่อยู่ในศาลทหาร แต่การกระทำความผิดเกิดขึ้นในช่วงคำสั่งที่ 37-38 บังคับใช้ หากถูกจับก็ต้องขึ้นศาลทหารเช่นเดิม โดยคนที่จะไม่ต้องไปขึ้นศาลทหารคือผู้ที่กระทำความผิดนับแต่วันนี้เป็นต้นไป


สวน"คสช."ผ่อนคลายไม่จริง


"ดังนั้น ที่หลายคนบอกว่าสถานการณ์คลี่คลาย คสช.เริ่มผ่อนคลายนั้น ไม่เป็นความจริง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทหารที่ใช้อำนาจตามคำสั่งคสช.ที่ใช้อำนาจจับกุมคน ยังไม่ถูกยกเลิกไป จึงไม่ควรดีใจว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้ทุกคนดีขึ้น หากมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้น จะมีทหารไปหาอีกเช่นเดิม


นายอานนท์กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังมีคดีที่ต้องขึ้นศาลทหารอีกหลายคดี สิ่งที่ถูกต้องคือต้องโอนคดีที่พิจารณาโดยศาลทหารทุกคดีตอนนี้ ไปยังศาลพลเรือน ส่วนคดีที่ตัดสินไปแล้วก็ให้มีการชำระใหม่ โดยศาลที่มีความชอบธรรมคือศาลพลเรือน ซึ่งคำสั่งล่าสุด ไม่ได้เขียนเช่นนั้น


ป้อมชี้ต้องฟัง"เซ็ตซีโร่พรรค"


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองว่า ยังไม่เห็นมีใครเสนอมาไม่ถึงตน และตนก็ไม่ได้เข้าประชุมร่วมกับสปท.ด้วยว่าใครจะไปเซ็ตซีโร่พรรค เรื่องนี้พูดกันทุกวัน


เมื่อถามว่าดีหรือไม่ที่จะเซ็ตซีโร่พรรค พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบและไม่มีความคิดเห็น เพราะไม่ใช่นักการเมือง เขาคงว่ากันเอง อะไรที่ควรหรือไม่ควร สิ่งใดที่ดำเนินการแล้วไม่เกิดความขัดแย้งก็ต้องทำ เพื่อให้อนาคตของประเทศเข้มแข็ง แต่ถ้าทำแล้วไม่เข้มแข็งก็ไม่ทำ ส่วนที่มองว่าหากไม่เซ็ตซีโร่พรรคจะทำให้พรรคกลับมาเป็นแบบเก่าได้อีกนั้น ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณา สิ่งไหนที่เข้มแข็งก็ต้องพิจารณา อย่าเพิ่งก้าวไปไกล


วิษณุเผยพูดเผื่อฟลุก


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงว่า ปราบได้จริง แต่อยู่ที่คนนำไปใช้ ถ้าไม่ทำงานก็ปราบไม่ได้ ถ้าพูดถึงความน่ากลัว มันเขียนเอาไว้น่ากลัว จากเดิมไม่เคยเขียนอย่างนี้ ประเด็นหลักๆ คือถ้าทำ อย่าให้คนจับได้ ถ้าจับได้เสียอนาคตไปเลยในทางการเมือง แต่ก่อนไม่เสียอนาคต 1-2 ปี ออกจากคุก คนลืมก็สมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่อันใหม่จะสมัครไม่ได้ ส่วนจะผิดหลักมนุษยธรรมหรือไม่นั้น ก็เป็นธรรมดา ถ้าเราไม่ใช้เกณฑ์นี้ จะไปเจอเกณฑ์อื่น สมัครไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือถ้าสมาชิกสภาท้องถิ่นทุจริต จะสมัครไม่ได้ซึ่งมีมานานแล้ว แต่การเมืองระดับชาติไม่เป็นไร เขาเอาหลักเดียวกันมาใช้ ไม่ใช่แค่ทุจริต ยังมีเจ้ามือหวยเถื่อน เจ้ามือการพนัน ค้ายาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน แชร์ต่างๆ ที่เป็นเจ้ามือ จะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เลยตลอดชีวิต ถึงบอกว่าหนัก ถ้าทำอย่าให้จับได้ ถ้าจับได้จะเสียอนาคต


เมื่อถามถึงกฎหมายพรรคการเมืองจะเอากันตายเลย นายวิษณุกล่าวว่า "ผมไม่เอานิยายกับพวกนี้ จะมีอำนาจอะไร พูดเพื่อเผื่อฟลุกให้เขาเห็นด้วยแล้วจะได้นำไปใช้ ไม่เห็นด้วยก็แล้วกันก็พูดใหม่อีก เมื่อถามว่าท้ายสุดจะเป็นอย่างไรนายวิษณุกล่าวว่า เอาไว้สักพักก่อน เขามีเวลาให้ 8 เดือน


เผยกม.ฟันโกงใหม่-ผิดยันลูก


นายวิษณุยังเผยถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ 2559 โดยมีครม.เข้าร่วมด้วยว่า เป็นเรื่องที่ดีเป็นภาพลักษณ์ว่าเอาจริงเอาจัง ปกติถ้าไม่ตั้งใจทำอย่างนั้นจริงก็ไม่กล้าออกไปพูดอย่างนั้น


นายวิษณุกล่าวด้วยว่า มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ครม.รับหลักการและส่งให้กฤษฎีกาตรวจ กำลังจะเสร็จและจะเข้าสนช. กฎหมายนี้น่ากลัวกว่าทุกฉบับ โดยว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม หรือเรียกว่ากฎหมาย 7 ชั่วโคตร วันนี้ลดลงมาเหลือ 3-4 ชั่วโคตร


"หมายความว่าตัวทำ เมียทำ ลูกทำ พี่ทำ น้องทำ พ่อทำ แม่ทำ ไม่ได้ ห้ามยิบจนคนไม่อยากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใครจะรับอะไรต้องระวัง จะรับของไม่ได้ จะมีปัญหาต่อไป ซึ่งถ้าเอาตามกฎหมาย แค่เอาโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟหลวงก็ผิด เอาซองตราครุฑใส่เงินไปให้งานแต่งงานก็ผิด เวลาเขียนไม่ได้เขียนเล็กอย่างนี้ เขาเขียนหมดมันเลย ย้ำตั้งแต่เอารถหลวงมาใช้ยันซองกระดาษหลวง มาตรการแบบนี้ประเทศอื่นเขามีทั้งนั้น แต่เราไม่เคยมี พอกฎหมายออกมา จะมีคนค่อนขอดจะเอาจริงเอาจัง ก็ช่วยไม่ได้ กฎหมายเอาผิดแล้ว แต่ถ้าคิดว่าคงไม่มีการเอาจริงเอาจัง แล้วถ้าเกิดมีคนเอาจริงขึ้นมาก็ซวย อันนี้น่ากลัว" นายวิษณุกล่าว


มีชัยรอดูร่างใบดำของกกต.


นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อน ประชุมกรธ.เพื่อพิจารณาข้อเสนอร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งของ กกต.ว่า การตีความคำถามพ่วง อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นวิธีการของเขา ไม่ควรกังวล ไม่อย่างนั้นจะไปก้าวก่าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งเป็นที่สุดก็ต้องทำตาม


เมื่อถามว่าข้อเสนอเรื่องกฎหมายลูกมีเข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า ยังมีแค่เรื่องเดียวที่เข้ามาสัปดาห์ที่แล้ว กกต.บอกว่าจะส่งมาทุกสัปดาห์ถึงสิ้นเดือนนี้ จนครบ 4 ฉบับ และสปท.ก็เร่งส่งมา จะได้นำมารวมกันแล้วดูทีเดียว ส่วนข้อเสนอรีเซ็ตสมาชิกพรรคที่อาจต้องขยับการเลือกตั้งออกไปนั้น ตอนนี้แต่ละคนเสนอเรื่องต่างๆ มา ก็รับฟังก่อน แล้วนำมารวมดูข้อเสนอทีเดียว ถ้าจะทำให้การเลือกตั้งดีได้ ก็ต้องทำตามเขา แต่ถ้าไม่ดีก็ต้องคิดหาวิธีอื่น ส่วนข้อเสนอของกกต.เรื่องใบดำ ต้องรอเขาส่งร่างข้อเสนอมาให้ก่อน ถึงจะดูว่าต้องเขียนยังไงให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ


นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชา สัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น เปิดเผยว่า กรธ.จะจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ ก่อนการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ เบื้องต้นจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ นักการเมือง อดีตส.ส. ผู้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ สื่อมวลชน มาให้ความเห็น ส่วนเนื้อหาที่จะรับฟัง จะเป็นรายละเอียดของร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับที่ กกต.จัดส่งมาให้กรธ. และหากภายในระยะเวลาก่อนจัดสัมมนา ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ของกกต.ส่งมาถึงกรธ. ทางเราจะนำเข้าสู่เวทีสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นเช่นกัน


สปท.ถกข้อเสนอกมธ.การเมือง


ที่รัฐสภา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ประชุมพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่องข้อเสนอการจัดทำร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส. โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.การเมือง กล่าวรายงานว่า สิ่งที่กมธ.เสนอ ถูกวิจารณ์มาก เช่น การให้กระทรวงมหาดไทยช่วยงานกกต. ซึ่งกกต.ยังคงมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้น ยังให้คสช.ช่วยสนับสนุนกกต.จัดการเลือกตั้ง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวแม้จะถูกวิจารณ์ในทางที่สร้างความเข้าใจผิด แต่ข้อเสนอเป็นเจตนาดี ไม่ได้มีเจตนาทำให้การเลือกตั้งไปกระทบพรรคใดให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย แต่เป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาเดิมที่ผ่านมา ว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของประชาชน ไม่ใช้จ่ายเงินมากเกินไป ไม่เป็นการลงทุนหรือธุรกิจการเมือง ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวเรายอมรับ ก็ชี้แจงถึงเหตุผลที่มาที่ไปว่าหากดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวจะมีผลดีอย่างไร ที่จะให้การเลือกตั้งดีขึ้นกว่าเดิม


นายวิทยา แก้วภราดัย กมธ.การเมือง กล่าวว่า ในฐานะกมธ.การเมืองกำลังเสนอเรื่องที่เป็นหัวใจของคสช. ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้ากลับไปเป็นเหมือนเดิม บอกได้อย่างเดียวว่าคสช.เสียของ หากสมาชิกไม่เข้าใจ ต้องซักให้เข้าใจ ถ้ารับไม่ได้ก็อย่ารับรายงานฉบับนี้ หากสมาชิกจะให้รายงานฉบับนี้ผ่านก็ต้องตอบสังคมให้ได้


"หนุน-ค้าน"วิจารณ์ยับ


จากนั้นสมาชิกสปท.อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของกกต. ปรากฏว่า มีสปท.อภิปรายสนับสนุนและคัดค้านพอๆ กัน โดยฝ่ายสนับสนุน อาทิ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ เห็นว่าปัจจุบันกกต.ไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้งเองอยู่แล้ว เป็นแค่คนคุมนโยบาย จึงควรให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้ง เพื่อลดภาระงานของกกต. แต่ควรให้หน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงต่างๆ ตัวแทนพรรค ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค มีส่วนร่วมจัดการเลือกตั้งด้วยเพื่อให้เกิดดุลยภาพในการทำงาน ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียว


ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วย อาทิ นายนิกร จำนง กมธ.การเมือง อภิปรายว่า อาจสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อความที่ระบุให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของกกต. เป็นการเขียนแบบกว้างๆ ยังคลุมเครือ เชื่อว่าแม้เสนอไป กรธ.คงไม่ทำตาม เนื้อหาของสปท.การเมืองมีหลายส่วนดีและหลายส่วนไม่ดี ดังนั้นส่วนตัวขอใช้สิทธิงดออกเสียง ขณะที่พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อภิปรายว่า การให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความเข้าใจผิดอย่างมาก และสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญ กกต.มีอำนาจบริหารสั่งการหน่วยงานต่างๆ ได้อยู่แล้ว การจัดการเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า


นัด 13 กย.ลงมติรับไม่รับข้อเสนอ


พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อภิปรายว่า ข้อเสนอหลายเรื่องของกมธ.การเมือง มีความหมิ่นเหม่ อาทิ การห้ามผู้สมัครและส.ส.บริจาคเงินทำบุญตามประเพณีในงานแต่งงาน งานศพ งานบวช เป็นการหลับหูหลับตาออกกฎหมาย ถามว่าออกมาแล้วบังคับใช้ได้หรือไม่ ทำให้ขาดความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เริ่มคิด เป็นแนวทางที่เป็นไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ ส.ส.ตกนรกกันหมดที่ไปร่วมงานบุญ แล้วบริจาคเงินช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ดังนั้นควรกำหนดวงเงินขั้นต่ำที่บริจาคได้ เช่น 500-1,000 บาท จะเป็นไปได้มากกว่า ไม่ใช่เสนอแบบเอามันหรือสุดโต่ง ส่วนการเสนอให้สินบนนำจับแก่ประชาชนที่ชี้เบาะแสทุจริตเลือกตั้งนั้น อยากให้ยกเลิก เกรงว่าจะเกิดการสร้างเรื่อง เพื่อหวังเงินรางวัล ถือเป็นเรื่องอันตราย


จากนั้นที่ประชุมรับทราบรายงานข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อจัดทำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยนายสมพงษ์ สระกวี ประธานคณะทำงานพิจารณาร่างพ.ร.บ. พรรคการเมือง กล่าวว่า ข้อเสนอ กมธ.การเมือง ไม่เคยเสนอให้เซ็ตซีโร่พรรค แล้วตั้งพรรคใหม่ กมธ.ไม่ได้มุ่งหวังทำลายพรรคหรือนักการเมือง หรือทำลายระบอบประชาธิปไตย แท้ที่จริงเราอยากเห็นการดำเนินการของพรรคเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม และเชื่อโดยบริสุทธิ์ว่าการยึดอำนาจครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าหากเราไม่ร่วมมือกัน การเมืองเดิมๆ ก็จะกลับมา


ทั้งนี้ที่ประชุมได้ยุติการอภิปราย โดยนัดอภิปรายและลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรายงานทั้ง 2 ฉบับในวันที่ 13 ก.ย.นี้


พีระศักดิ์ติงข้อเสนอ"กกต."


นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. คนที่ 2 กล่าวถึงข้อเสนอร่างกฎหมายลูก ของ กกต. ว่า ตนเห็นด้วยในบางรายละเอียด เรื่องเลื่อนวันเลือกตั้งควรให้อำนาจกกต.จัดการ เพื่อแก้ปัญหาที่อาจเกิดความวุ่นวาย แต่ต้องเขียนรายละเอียดให้ดี ต้องเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ เท่านั้น


นายพีระศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกกต.เสนอให้ลงโทษผู้สมัครที่ทุจริตการเลือกตั้งรุนแรง ตนยังไม่แน่ใจว่า ข้อเสนอนี้ใครเป็นผู้มีอำนาจลงโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง จะให้อุทธรณ์ ฎีกาได้หรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า กกต.เป็นองค์กรที่มีอำนาจกึ่งตุลาการกับบริหาร จึงไม่ค่อยเหมาะสม หากให้อำนาจ กกต.ยิ่งใหญ่ถึงขนาดตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตได้ ถ้าจะลงโทษรุนแรงต้องให้อำนาจฝ่ายตุลาการอย่างศาลทำหน้าที่ไต่สวน และตัดสินมากกว่า


จี้ปธ.กกต.สลับงาน"สมชัย"


ที่สำนักงาน กกต. นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กกต.เพื่อพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า ถ้าที่ประชุม กกต.พิจารณาเสร็จภายในวันที่ 13 ก.ย. ก็จะส่งให้กรธ. พิจารณาได้เลย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ต้องรอพิจารณาที่ประชุมก่อน ส่วนที่พรรคการเมืองวิจารณ์การให้ส่งนโยบายหาเสียงให้กกต.ตรวจสอบก่อนนั้น สิ่งที่กกต.ส่งไปเป็นเพียงเบื้องต้น เพราะการพิจารณากฎหมายลูกทั้งหมดเป็นหน้าที่ของ กรธ.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นการสับเปลี่ยนตำแหน่งของ กกต. ยังไม่ยุติ หลังมีการขอให้นายศุภชัย ลาออกจากประธานกกต. และนายศุภชัยไม่ยอมลาออก ล่าสุดมีการตกลงระหว่าง กกต.สลับสับเปลี่ยนงาน โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง จะมาดูแลงานด้านบริหารกลาง แทนนายศุภชัย และให้นายศุภชัย ไปดูแลด้านบริหารงานเลือกตั้ง ซึ่งมีหนังสือเวียนแจ้งให้ กกต.รับทราบ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นายศุภชัยยังไม่ยอมเซ็นเพื่อให้นายสมชัย เข้าไปดูแลแทน


"ชทพ.-ภท."ห่วงขั้นตอนชี้ผิด


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำของกกต.ว่า ถ้ากระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างยุติธรรมอย่างนี้ พอรับได้ ไม่ใช่ให้คน 5 คน มาชี้เปรี้ยงว่าพรรคหรือคนมีความผิดแล้วลงโทษทันทีอย่างอดีตคงไม่ได้ ในเมื่อผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจสูง การยกร่างกฎหมายเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว ปรามไว้อย่างนี้ก็ดี คนจะได้ไม่กล้าทำผิด และผู้สมัครจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกกต.ที่จะทำให้นักการเมืองชั่วๆ หมดไป ทั้งนี้ หากทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อนจะดี เพราะตัวบุคคลให้ลงโทษแรงไปเลย เช่น ติดคุกตลอดชีวิต เชื่อว่ายาแรงอย่างนี้จะทำให้การเลือกตั้งดีขึ้น


นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ของกกต. ว่า ในหลักการไม่ว่าโทษจะหนักเบาอย่างไร คงไม่เป็นปัญหาหากมีการกระทำผิดจริง สิ่งที่น่าห่วงคือการที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งกระบวนการตรงนี้ในกฎหมายต้องเขียนให้ชัดเจน กระบวนการต้องโปร่งใส เปิดให้ต่อสู้ได้อย่างเป็นธรรม เพื่อทำให้มั่นใจว่าบุคคลที่จะถูกลงโทษ ไม่ได้ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งกระบวนการตรงนี้สำคัญมาก เพราะในอดีตประเทศไทยมีประวัติศาสตร์เรื่องยุบพรรค มีการพูดกันเรื่องความไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน ดังนั้น สิ่งสำคัญต้องมีหลักการถ่วงดุลอำนาจ กฎหมายไม่ควรเขียนว่ากกต.เป็นผู้ใช้อำนาจสืบสวน สอบสวน และตัดสินกันเอง


ปชป.พร้อมรับทุกกติกา


นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ในฐานะนักการเมือง ไม่ติดใจเรื่องกฎกติกาต่างๆ ที่จะมาใช้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แม้กกต.จะเพิ่มใบส้ม-ใบดำ ก็ไม่หวั่นไหว เพราะการเลือกตั้งเปรียบเหมือนกีฬา เราเหมือนผู้เล่น ต้องพร้อมเล่นตามกติกา ถ้ากติกานั้นสุจริต เที่ยงธรรม เราก็ไม่มีปัญหา ตนเชื่อมั่นโดยบริสุทธิ์ว่าไม่ได้คิดจะทำผิด หรือทุจริตเลือกตั้ง ข้อเสนอของกกต.ยังเป็นเพียงเบื้องต้น ต้องผ่านการพิจารณาของ กรธ.และสนช. ก่อนออกป็นกฎหมาย และสังคมจะช่วยกันวิจารณ์ให้ใช้กติกาได้จริงและเกิดประโยชน์มากที่สุด


นายองอาจกล่าวอีกว่า ส่วนร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ของกกต.นั้น ตนเห็นว่ามีบางส่วนที่รับได้ และมีบางส่วนต้องปรับแก้ให้เหมาะสมมากขึ้น ไม่ให้ตึงหรือหย่อนเกินไป เชื่อว่าหลายฝ่ายคงช่วยกันดู ให้กฎหมายออกมาบังคับใช้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพราะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน จึงเชื่อมั่นว่ากรธ.จะรวบรวมข้อคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ มาพิจารณา ส่วนการเสนอความคิดเห็นของพรรคประชาธิปัตย์นั้น อยู่ที่กรธ.จะขอให้แสดงความเห็นหรือไม่ ถ้าขอมาเราก็พร้อมอยู่แล้วเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม


"วิรัตน์"หวั่นเกิดวิ่งเต้นล้มคดี


นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมาย ปชป. กล่าวว่า ตนกังวล เพราะเป็นการตัดสิทธิ์ผู้สมัครส.ส. หาก กกต.หลงในอำนาจ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ จะสุ่มเสี่ยงใช้อำนาจตามอำเภอใจ การให้อำนาจ กกต.ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทั้งใบส้ม ใบแดง หรือใบดำที่ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตได้ แบบนี้ควรเป็นอำนาจของศาลที่มีกระบวนการยุติธรรมที่รัดกุมกว่า


"เรื่องการตัดสิทธิ์ผู้สมัครโดยให้ กกต.ใช้สีต่างๆ ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แบบนี้เท่ากับร่างอำนาจให้กกต.กลายเป็นยักษ์ขึ้นมา จะมีการวิ่งเต้นมโหฬารแน่ ซึ่งกกต.อย่าปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ ควรหาช่องทางป้องกันทุจริตทุกรูปแบบน่าจะดีกว่า แต่ต้องไม่ใช่เสนอเพิ่มอำนาจให้ตัวเองแบบเบ็ดเสร็จอย่างนี้" นายวิรัตน์กล่าว


พท.ชี้รายละเอียดต้องระบุให้ชัด


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า รายละเอียดยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดระดับความผิดฐานกระทำทุจริต เรื่องนี้น่าจะมีหลักเกณฑ์เขียนไว้ในกฎหมายลูกให้ชัดเจนเพราะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ให้ศาลฯ คอยพิจารณาเป็นรายคดี ถ้าเขียนให้ชัดเจนจะทำให้มีความชัดเจนขึ้น เพราะการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะนั้น แตกต่างกัน


นายพงศ์เทพกล่าวว่า ปัญหาของ กกต.คือ กกต.มีเพียง 5 คน เวลาพิจารณาเรื่องต่างๆ ไม่ได้พิจารณาแบบองค์คณะผู้พิพากษา แต่มีคณะอนุกรรมการสรุปรายงานให้ กกต.ใหญ่ เชื่อว่ากกต.ใหญ่ไม่มีทางอ่านสำนวนได้ครบทุกสำนวน ความน่าเชื่อถือจึงไม่มีเพราะอำนาจไปอยู่ที่คณะอนุกรรมการว่าจะชงเรื่องต่างๆ ส่งมาให้พิจารณาอย่างไร ดังนั้นการพิจารณาออกใบส้ม ใบดำ หรือใบต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากเราสร้างระบบการทำงานของ กกต. ให้น่าเชื่อถือ จะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจขึ้น


สามารถแนะควรให้ศาลชี้


นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมามีใบเหลือง ใบแดงก็ยุ่งแล้ว ไม่อยากให้คิดอะไรยุ่งยาก กกต.ควรปรับกระบวนการทำงาน ทำอย่างไรให้การตัดสินผู้ที่จะได้ใบเหลืองหรือใบแดง มีความเป็นธรรมและน่าเชื่อถือ ซึ่งควรมีศาลแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน โดยกกต.เป็นผู้รวบรวมข้อมูล เพราะที่ผ่านมากกต.ทำเองทุกขั้นตอน เมื่อมีศาลแผนกคดีเลือกตั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีใบส้มหรือใบดำ มีเพียงใบเหลือง ใบแดงก็พอ เรื่องนี้เป็นเพียงความเห็น กกต. ที่สุดแล้วต้องดูว่ากรธ.จะเอาด้วยหรือไม่ ขณะนี้แค่ได้ใบแดงตามที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนด ก็ไม่สามารถลงสมัครเลือกตั้งได้ตลอดชีวิตแล้ว


นายสามารถกล่าวว่า เห็นว่าวันที่ 28 ก.ย. กรธ.จะเปิดเวทีฟังความเห็นจากทุกฝ่าย หาก กรธ.เชิญมา พรรคเพื่อไทยพร้อมส่งตัวแทนเพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ ส่วนที่ กกต.เสนอให้ตัวเองเป็นผู้มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้งนั้น เป็นสิ่งที่ถูก ป็นเรื่องเดิมที่ให้ กกต.กำหนดวัน จากนั้นจึงส่งให้ครม.ออกเป็นพ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง


ชี้ยาแรงต้องโชว์เซฟทุกคน


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งว่า การชี้แจงเหตุผลว่าเนื้อหาร่างดังกล่าวจะเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และทำให้การเลือกตั้งโปร่งใส จึงต้องใช้ยาแรง ทั้งการตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีพ และมีโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา การห้ามผู้สมัครให้เงินช่วยเหลือตามประเพณี ตนมองว่าหากจะใช้มาตรการดังกล่าวควรใช้กับส.ว.สรรหา 250 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ทุกฝ่าย อย่ามุ่งเน้นใช้เฉพาะนักการเมือง และชี้ว่านักการเมืองเท่านั้นที่จะโกง เพราะคนที่อ้างตัวว่าดี เมื่อมีช่องทางก็อาจจะโกงได้เช่นกัน ดังนั้นวิธีดังกล่าวจึงไม่ใช่ยาแรง และไม่ใช่ประเด็นสำคัญ


"วิธีที่เป็นยาแรงของจริงคือ สิ่งที่ตนเคยเสนอเมื่อยุค"คมช."บริหารจนมาถึง"คสช." คือการให้ทุกคน ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และการยื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยไม่มีข้อยกเว้น และควรเขียนไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน หากพบว่ามีการกระทำผิด จึงตัดสิทธิ์ตลอดชีพและดำเนินคดีอาญา ซึ่งวิธีการนี้คือการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และเซ็ตระบบใหม่อย่างแท้จริง"