ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



ยกเลิกขึ้นศาลทหาร-ส่งผลอะไร
Font Size  

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559 เวลา 16:47 น.

รายงานพิเศษ



กรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งฉบับที่ 55/2559 ยกเลิกพลเรือนขึ้นศาลทหาร มีผลนับแต่วันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา 



เท่ากับว่านับจากนี้ความผิดตามมาตรา 112, มาตรา 116, คดีครอบครองปืน ระเบิด และคดีขัดคำสั่งคสช. จึงต้องไปขึ้นกับศาลยุติธรรม 



ส่วนคดีค้างเก่าอีกราว 500 คดี ยังให้ศาลทหารพิจารณาต่อไป 



คำสั่งดังกล่าวจะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตามที่คสช.ตั้งเป้าหรือไม่ และส่งผลอย่างไรบ้าง มีความเห็นจากนักวิชาการ และนักสันติวิธี 



โคทม อารียา

ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล



กรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งมาตรา 44 ยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารนั้น เข้าใจว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังจะตอบคำถามเกี่ยวกับรายงานสถาน การณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศที่จะเสนอต่อสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ 



ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้นำเสนอรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่อคณะทำงาน Universal Periodic Review (UPR) แล้ว โดยนานาประเทศก็มีข้อเสนอแนะ พร้อมกับให้เวลารัฐบาลไทยว่าข้อไหนที่ทาง UPR เสนอแนะแล้วประเทศไทยรับได้ หรือข้อไหนที่รับไม่ได้ ซึ่งขณะนี้เราต้องกลับไปบอกเขาว่าที่แนะนำมาเรารับได้กี่ข้อ รับไม่ได้กี่ข้อ และเพราะอะไร 



สำหรับประเด็นดังที่กล่าวมาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คสช.ยกเลิกการให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร อีกทั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่รัฐบาลคสช.เข้าควบคุมบริหารประเทศ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์เป็นที่เรียบร้อย 



รัฐบาลอาจเห็นว่าการให้ผู้ต้องหาได้เข้าสู่กระบวนการศาลปกติ ที่เปิดโอกาสให้อุทธรณ์และฎีกาได้ น่าจะทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยขึ้น และสถานการณ์ดูเป็นปกติมากขึ้น 



ทั้งนี้ อาจมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ทำให้คสช.ตัดสินใจยกเลิกการใช้ศาลทหาร เช่น การประเมินผลของหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่อาจรายงานความเห็นมา ซึ่งรัฐบาลประเมินแล้วว่าน่าจะผ่อนปรนได้ 



ส่วนคดีที่เข้าสู่กระบวนการของศาลทหารแล้วไม่สามารถโอนมาศาลพลเรือนได้นั้น เข้าใจว่า คสช.ไม่ต้องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เมื่อมีการเริ่มกระบวนการไปแล้วก็ปล่อยให้เดินต่อไป 



แต่เท่าที่ยกเลิกการใช้ศาลทหารกับพลเรือนก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีแล้ว แต่คงไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ในประเทศคลี่คลายขึ้นหากยังมีการตั้งข้อหาแบบเดิมๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคงไม่มีอะไรดีขึ้น 



ส่วนภาพที่ออกมาในสายตาต่างประเทศ เขาคงคิดว่าข้อเสนอแนะของเขาได้รับการตอบรับไม่มากก็น้อย ทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลไทยฟังพวกเขาบ้าง



ยุทธพร อิสรชัย

รองอธิการบดี ม.สุโขทัยธรรมาธิราช



การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ให้คดีความมั่นคงจากศาลทหารกลับไปสู่ศาลยุติธรรม หรือศาลปกติ นับว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี เพราะช่วยในการลดแรงกดดันจากนานาชาติเรื่องหลักประกันสิทธิมนุษยชน อีกทั้งเป็นช่วงที่เข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปซึ่งมีความจำเป็นต้องผ่อนคลายเหตุการณ์บ้านเมือง 



ศาลยุติธรรมจะมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณากฎหมายที่ตรงประเด็น กระบวนการสอบสวนตรวจสอบหลายขั้นตอนส่งผลดีในแง่ความยุติธรรม และที่สำคัญคือการที่ฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการสามารถตรวจสอบมีการถ่วงดุลอำนาจที่แนวโน้มจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาศาลทหารหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยากแก่การตรวจสอบ



อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำสั่งนี้ออกมาแต่ยังเชื่อว่าจะเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้ต้องคดีความมั่นคงทั้งที่โดนพิพากษาแล้ว หรือยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหารที่ไม่สามารถถ่ายโอนคดีได้ ย่อมมองถึงมาตรฐานหากเทียบกับศาลปกติว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จนถึงส่งผลกระทบในเรื่องความเสมอภาค 



การที่รัฐบาลระบุว่าเหลืออีก 500 กว่าคดีนั้น หากโอนกลับมาศาลปกติน่าจะส่งผลดีกว่าเพื่อแก้ไขปัญหาข้อวิพากษ์วิจารณ์ การโอนคดีเป็นเรื่องสามารถทำได้ ในกระบวนยุติธรรมปกติก็มีการถ่ายโอนคดีอยู่เสมอ เพราะทั้งสำนวน เอกสารหลักฐาน แม้แต่การสืบพยานล้วนแล้วแต่ถูกบันทึกไว้ชัดเจน 



ส่วนคดีที่ศาลทหารพิจารณาจบไปแล้วต้องไปดูระเบียบวิธีพิจารณาระหว่างศาลทหารและศาลปกติ ว่าผู้ที่ถูกพิพากษาไปแล้วนั้นสามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกติได้หรือไม่ ถ้าทำได้เชื่อว่าจะทำให้เกิดผลดีตามมา ต้องไปดูระเบียบดังกล่าวว่ามีกลไกให้ไขว้กันได้หรือไม่ 



อย่างไรก็ตาม การให้คดีความมั่นคงกลับมาศาลปกติ คงไม่กระทบต่อความมั่นคงเพราะยังมีเครื่องมืออีกหลายอย่าง เช่น คำสั่งมาตรา 44 หรือกฎหมายความมั่นคงอื่นๆ 



แม้จะวิจารณ์กันว่าคำสั่งนี้เป็นการสร้างภาพหรือทำเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือการให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาเช่นเดิม



อนุสรณ์ อุณโณ

คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.)




คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามสร้างความเข้าใจประหนึ่งว่า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่สภาวะปกติ เนื่องจากสามารถฝังตัวเองไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติไว้เรียบร้อยแล้ว 



อีกทั้ง คสช.ยังนำผลคะแนนประชามติมาเคลมด้วยว่าพวกเขาได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้รักษาความสงบเรียบร้อย เดินตามโรดแม็ปที่คสช.วางไว้ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ปลายปี 2560



แต่ระหว่างนี้ก็ไม่อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้มากนัก เนื่องจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 55/2559 ให้ยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.เป็นต้นไป พลเรือนที่ขึ้นศาลทหารฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงก่อนหน้านั้นยังอยู่เหมือนเดิม เช่นเดียวกับอำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารในการจับกุมคุมขัง ตรวจค้น ยังมีอยู่เหมือนเดิม 



การออกคำสั่งดังกล่าว ส่วนหนึ่งคำสั่งเกิดมาจากการกดดันขององค์กรสิทธิ์ระหว่างประเทศเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา และทางรัฐบาลยังมีกำหนดการต้องไปประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในวันที่ 23 ก.ย.นี้ 



แม้การประชุมนี้จะไม่ซักไซ้ผู้แทนไทย แต่เชื่อว่าตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทย เช่น แอมเนสตี้ ฮิวแมนไรต์ วอตช์ ก็จะต้องรายงานข้อเท็จจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร ทั้งก่อนและหลังคำสั่งดังกล่าว



เหมือนกับที่มีแถลงการณ์ออกมาทันทีจากฮิวแมนไรต์ วอตช์ ใจความว่า "การเลิกส่งพลเรือนขึ้นศาลทหารดูจะมุ่งขจัดปัดเป่าเสียงวิจารณ์ของนานาชาติ เนื่องจากผู้แทนไทยมีกำหนดที่จะต้องไปตอบข้อกังวลต่างๆ ในการประชุมของคณะทำงานทบทวนสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ หรือยูพีอาร์"



นอกจากนี้ ยังประเมินว่าสาเหตุที่ คสช.กล้าออกคำสั่งดังกล่าวเพราะคนเคลื่อนไหวที่อยู่แนวหน้าซึ่งถูกจับขึ้นศาลทหาร คือกลุ่มที่เห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญก่อนการทำประชามติ เป็นเพียงแนวต้านเดียวที่ คสช.ต้องเผชิญ แนวปะทะใหญ่ด้านอื่นๆ ที่คสช.ต้องรับมือจึงแทบไม่มีอีกต่อไป 



เมื่อเป็นเช่นนี้เขาคงมองว่าการคงคำสั่งให้พลเรือนต้องขึ้นศาลทหารจึงไม่คุ้มกับการต้องถูกมองว่าเป็นเผด็จการ อันนำไปสู่การยกเลิกในที่สุด