ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



แนวโน้ม จัดครม. ปรับใหญ่ หรือ ปรับเล็ก อยู่ที่ “เศรษฐกิจ”
Font Size  

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 เวลา 01:15 น.

 วิเคราะห์การเมือง 

 

 พลันที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแปรเปลี่ยนเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ยากอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการปรับครม.ไปได้


 เห็นได้จากการยื่นใบลาออกของ นายอุตตม สาวนายน


 ความหมายโดยพื้นฐานก็คือ การเปลี่ยนชื่อของกระทรวง ความหมายโดยพื้นฐานอีกเช่นเดียวกัน ถึงไม่ยื่นใบลาออกแต่เมื่อประกาศและบังคับใช้ผ่านราชกิจจานุเบกษา


 นายอุตตม สาวนายน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ ไม่มีหนทางอื่น


 เมื่อประสานกับ “ข้อมูล” อันเป็นความต้องการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะมี “รัฐมนตรีช่วย” อย่างน้อยก็ 1 คน


 ยิ่งมองเห็นถึงสภาพกดดันอันเป็นปัจจัยไปสู่การ “ปรับครม.”


 คำถามที่เสนอเข้ามาและนายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามต่อจากนี้เป็นต้นไปก็คือ จะปรับเมื่อไหร่ จะปรับอย่างไร


 เป็นการปรับ “ขนาดเล็ก” หรือว่าเป็นการปรับ “ขนาดใหญ่”


 หากมองจากสภาพความเป็นจริงในการเกิดขึ้นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเหมือนกับว่าจะเป็นการปรับขนาดเล็ก


 แต่หากมองจากสภาพความเป็นจริงในทาง “การเมือง” ก็ไม่แน่


 ในทางการเมืองเหมือนกับว่าเสาะหาคนมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


 ก็น่าจะพอและทุกอย่างก็ยุติอยู่เพียงนั้น


 กระนั้น เมื่อคำนึงถึงการปรับเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับและดูแลงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จากเดิมคือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นคนใหม่คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม


 ก็น่าจะมี “อะไร” มากยิ่งไปกว่านั้น


 บทบาทของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านนับว่าทรงความหมายเป็นอย่างสูงในทางการเมือง


 เริ่มเห็นเงาสะท้อนจาก “คสช.” เข้ามาโดดเด่น


 เพราะว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ไม่เพียงแต่เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หากแต่ตำแหน่งหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 คือ ตำแหน่งรองหัวหน้าคสช. รับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจ


 นี่เป็นตำแหน่งเดียวกันกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ


 อย่าได้แปลกใจหากเมื่อ นายอุตตม สาวนายน ยื่นใบลาออกคนที่เข้ารักษาการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง


 บทบาทนี้อย่าได้ประมาทและมองข้ามอย่างเด็ดขาด


 ต้องยอมรับว่าคสช.และรัฐบาลประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงทางการเมือง เห็นได้จากกรณีประชามติ


 เป็นความสำเร็จในท่ามกลางความรู้สึก “ร่วม” กันว่า ปัญหาที่ยังเป็นภาระหนักหน่วงของคสช.และรัฐบาลอยู่ก็คือ ปัญหาในทางเศรษฐกิจที่ร่วงโรยมากกว่าจะรุ่งโรจน์


 ประเด็นในทาง “เศรษฐกิจ” คือสิ่งที่คสช.และรัฐบาลต้องคิดอย่างหนัก